+7 (495) 640-36-50

เลี้ยงเด็กวัยเด็

เลี้ยงเด็กวัยเด็

ในวัยเดิมเกิดถึง 1 ปี ซึ่งเรียกว่าวัยเด็กแรกคลอดนั้น ผู้เยาว์ต้องงานการเฉลิมฉลองดูอย่างอบอุ่นเคียงชิด ต้องการให้พ่อแม่แวดล้อมอุ้ม ตะโบม และตอบตอบสนองความจำเป็นต้องการของผู้เยาว์อย่างสม่ำเป็นนิตย์ เพื่อเนื้อที่เด็กจะ สามารถสร้างความมั่นใจว่าได้รับความรักและความช่วยเหลือเมื่อจำเป็นต้องการ ซึ่งการให้ความรักและการ ตอบสนองความต้องการของเด็กแบเบาะนี้ ครอบครองการกระทำทำนองธรรมดาที่สุดข้าวของแม่ทุกคน ผ่านการเลี้ยงลูก ด้วยนมแม่
เมื่อทารกที่หนึ่งเกิดหิว ก็จะร้อง เพราะการโศกีเป็นวิธีการเดียวในวัยนี้ที่ลูกจะสื่อสารให้พ่อ แม่รับรู้ เมื่อแม่ได้ยินเสียงลูกโหยไห้ก็จะรีบวิ่งมาสังเกตลูก อุ้มลูกขึ้นมากอดกระชับแนบอก หมอนคนท้อง ให้ลูกดูดนม ลูกจะหยุดร้องทันที เมื่อดูดดอกดั้วไปสักพักก็จะสบายกาย หายหิว ลูกก็จะขึ้นต้นมองด้านหน้าแม่ ซึ่งไม่ทันเวลาตาของ เด็กในอายุแรกก่อกำเนิดนี้จะมองเห็นในระยะใกล้ๆ ประมาณ 1 ฟุต (10-12 นิ้วฟุต) พอลูกเริ่มเบิ่งแม่ก็จะยิ้มร่า พยักพเยิด สบตา หรือส่งรณคุยกับลูก บุตรก็จะจำหน้าตาแม่ได้ ต่อไปก็จะเริ่มพัฒนาความรู้สึกและเรียน รู้ว่า เมื่อหิวหรือแม้ไม่สบายตัว เช่น อ่อนปวกเปียกเปื้อน พร้อมกับร้องไห้ ก็จะมีใครคนหนึ่งที่มีความนุ่มนวลนวล มีอ้อม กอดกระชับ มีอาหารอร่อยให้กิน ยิ้มแย้มและพูดคุยด้วยเสียงแหลมกิ่งก้อยที่คุ้นเคย ลูกก็เริ่มรู้สึกว่า ตัวเองมีคนรักใคร่ ห่วงใย มีที่พึ่ง ที่คาดคาดได้ ฉะนั้นคราวลูกสะอื้น แม่จงรีบมาดูในช่วงเวลาแรกๆ ต่อไปทันทีที่ลูกได้ยินเสียงพระมารดา ก็จะหยุดรอด้วยความหวังนินทาแม่จะมาหา มาช่วยสวมกอดปลอบใจให้หายหวั่นหวาด ให้กินเครื่องกินเพื่อให้สะดวกตัว ถ้าคุณแม่ไม่ปล่อยให้เด็กรอนานมากเกินไป มางมลูกอย่างสม่ำเป็นประจำ จะทำให้เด็ก มีข้อคดีเชื่อมั่นในความรักและกรณีช่วยหลงเหลือของมาดา เกิดความรักข้อความผูกพันทาบแม่ และอาจจะสร้าง เรื่องรัก ความผูกพันกับพ่อและขาอื่นๆ ในครอบครัวต่อไป
แม่บางคน ไตร่ตรองว่าถ้ารีบมาอุ้มทุกครั้งที่ลูกร้องจะทำให้ลูกวางวายนิสัย เอาแต่พระราชหฤทัยตัว ซึ่งเป็นเนื้อความ เชื่อแห่งหนผิดสล้าง พ่อแม่มิสามารถดำเนินงานให้ลูกได้เสียนิสัยละการอุ้มได้มาเลย เพราะการร้องไห้ของเด็ก เป็นงาน สื่อสารอย่างหนึ่งเดียวในวัยปฐมเกิดที่เด็กจะบอกเหตุต้องการให้ม้ารับรู้ว่าหนูหิว หนูเปียก หนูเปื้อน หรือ หนูตกใจขี้ขลาดตาขาว อยากแยกออกแม่กอดหน่อย เพื่อจะได้อุ่นใจและอุ่นกาย
ในวัยทารกนี้ สิ่งสำคัญในงานช่วยให้ลูกมีการพัฒนาในด้านจิตใจและสังคมที่ดีก็คือ การตอบ สนองความจำเป็นการที่สม่ำเทียมบ่าเทียมไหล่คงเส้นคงวา จะทำให้ลูกมีคดีมั่นใจภายในความรักสิ่งของแม่ เกิดกรณีรัก ความผูกพันพร้อมทั้งแม่เดิม แล้วเกิดความรักความผูกพันกับพ่อและสมาชิกในครอบครัวตามมา ซึ่งจะ เป็นพื้นที่ตั้งที่ดีในการสร้างความเกี่ยวเนื่องระหว่างปุถุชนของเลือดเนื้อเชื้อไขต่อไปในภายภาคหน้า จะช่วยให้ลูกมีกรณี มั่นใจที่จะค้นหาและเรียนแจ้งสิ่งแวดกลุ้มรุมในวัยฝึกเดินต่อไป
ในวัยหัดเดินดุ่มอายุ 1-3 ปี เด็กสามารถเคลื่อนไหวไปไหนมาไหนเองได้ ฉะนั้นเด็กจึงต้องการ เนื้อความเป็นอิสระ ต้องการทำไหนด้วยรูปเอง รอบรู้ควบกำกับร่างกายได้ ความคิดและระบบเส้นประสาทมี พัฒนาการมากรุ่งโรจน์ รวมตลอดพ่อพระชนนี ผู้เลี้ยงดู ที่คอยตอบรับเสียงอือออของเด็ก พูดกับเด็กบ่อยๆ จะทำแยกออก เด็กมีความสามารถและความเจริญพูดได้โศภิตขึ้นเรื่อยๆ หมดทางไปเด็กสามารถพาหะสารเพราะการพูดด้วยกันใช้คำออกปาก บอกถึงเนื้อความต้องการของท่อนเอง มีความเข้าใจภาษามนุษย์พูดได้รับมากขึ้น สามารถควบคุมกล้ามเนื้อเนื้อหูรูดที่ กระเพาะอาหารถ่ายทุกข์และทวารตรากตรำ ทำให้ควบกล้ำคุมการขับถ่ายได้ เก่งใช้มือคีบจับสิ่งของใช้ต่างๆ ได้เอง
ฉะนั้นข้างในวัยนี้ พ่อแม่ต้องส่งเสริมให้ลูกทำภาระกิจประจำวันของลูกคว้าเอง ปาง หัดให้กล่าวความ จงการต่างๆ เช่น เจ็บท้อง ฯลฯ เมื่อโหยหัดให้ลูกรับให้ภัตเอง หัดนั่งกระโถน หัดเสริมแต่งตัว เคลือบน้ำ จะได้หยุดนุ่งผ้าอ้อม และไม่ฉี่รดกางเกงอีกต่อไป
การฝึกหัดให้สายเลือดหยิบจับอาหารกับรับประทานภัตเอง เป็นงานหัดความรับผิดชอบอันแรก ที่ลูกจะรับผิดชอบร่างเองได้ (เพราะคนเราจะมีชีวาอยู่ต่อเจียรได้เกี่ยวกับตนเอง ต้องโภคอาหารเองเป็น ก่อนอื่น) และที่แล้วที่บิตุรงค์แม่จะจำยอมให้เลือดเนื้อเชื้อไขหยิบข้าวกินเองนี้ บิตุเรศแม่ก็อาจจะจะต้องพาลูกไปล้างมือให้ไร้มลทิน เมื่อลูกโภคเสร็จบิดาแม่ก็ต้องพาลูกไปล้างมือ ล้างปาก เช็ดปากส่งให้เรียบร้อย มีชีวิตการหัดให้ลูกรู้จักมักจี่ ผดุงสุขอนามัยส่วนบุคคลข้างต้น ต่อมาให้ลูกมีเปลาะช่วยในการอาบแม่น้ำ ประดับตัว เข้ามาห้องส้วม ฯลฯ
ในวัยตรงนี้ พ่อมาตุเรศควรถ่ายทอดให้ลูกรู้จักมารยาทข้างวงการ เช่น ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ เสนอคำทักทาย รู้จักแยกประเภทปันสิ่งของใช้ให้ผู้อื่น พูดจาไพเราะ ให้เวลาเอ่ยปากคุย เล่นด้วยกันลูก แผดเสียงเพลง เผยเกร็ดให้ลูกฟัง และอ่านคู่มือกับลูก ดูรูปด้วยกันเล่าคำกล่าวจากรูปให้เด็กฟัง สอนยกให้ลูกรู้จักมักคุ้นสิ่งแวดประชิดภายนอกบ้าน เช่น พาไปสนามเด็กแสดง สวนสนุก สวนสาธารณะ ให้ลูกมีโอกาสสัมผัสธรรมชาติ สัตว์เลี้ยง และ สถานทีต่างๆ เพื่องัดโลกทัศน์ข้าวของเครื่องใช้ลูกให้กว้างไกลขึ้น และที่สำคัญพ่อแม่จำเป็นต้องสอนให้ลูกรู้จักมักคุ้นเชื่อฟังผู้ใหญ่ ห้ามเมื่อลูกทำสิ่งไม่ถูกต้อง ชมเชยเมื่อลูกทำถูกต้องตามที่ต้องจะเป็น และให้กำลังกายใจเมื่อลูกหลานออดอ้อน จะทำในสิ่งที่บิตุเรศแม่สอน
ที่สำคัญในวัยนี้ พ่อแม่จะสดแม่แบบที่ดีของลูก เพราะสายเลือดจะเรียนรู้รู้จากงานได้มีอยู่ใกล้ชิด ทำกิจกรรมในบ้านและนอกบ้านเรือนร่วมกับพ่อแม่ เลียนแบบการกระทำหลายอย่าง ของบิดาแม่
ข้อยุติสำเร็จข้าวของการสังสรรค์ลูกที่ชอบต้องในวัยนี้ก็คือ เด็กจะสามารถควบคุมร่างกายได้ ช่วยหลงเหลือ ตนเองในการงานกิจประจำวันคว้า เป็นเด็กดี น่ารัก เลื่อมใสฟัง แต่ไม่ขลาดอายและมีเนื้อความมั่นใจข้างในตนเอง มีอยู่กำลังอารมณ์ทางใจที่จะเรียนรู้และพัฒนาแท่งเองต่อไป จากการที่พ่อมารดรยอมให้หัดทำสิ่งต่างๆ และคอยให้กำลังใจ ชมเชยเมื่อทำได้ จะทำถวายเด็กมีความมั่นกมลและอิ่มอกอิ่มใจในแท่งเอง
แน่วกันกระโดด ถ้าพ่อแม่เฝ้าคอยห้าม เปล่าให้ลูกนฤมิตสิ่งต่างๆ ที่เลือดเนื้อเชื้อไขควรจะทำได้เอง เช่น ลูกหัดไปจะ เดินไปเอง พ่อแม่ก็คอยร้องห้าม รอคอยอุ้ม เพราะขนหยองลูกจะตกล้ม ทำให้ลูกกลัวไปหมด ไม่มั่นใจ ไม่กล้าทำอะไรเอง จะทำให้เด็กขาดความมั่นใจ ถ้าพ่อแม่หรือสมาชิกอื่นๆ ในครอบครัวเฝ้าคอยล้อเลียน ในกถาที่เด็กเพียรพยายามแล้วทำไม่ได้หรือคอยดุว่า หรือไม่บรรยายให้เด็กฟังอย่างง่ายๆ เด็กก็จะมีเนื้อความ สงสัย ไม่มั่นใจ และขี้ขลาดตาขาวอาย ไม่ไม่อายเข้าสังคม ช่วยเหลือตัวเองในการดำรงชีวิตประจำวันไม่ได้ ต้องให้พ่อแม่คอยป้อน คอยแต่งตัวและทำทุกอย่างให้ เวลาไปโรงเรียนเตรียมประถมก็จะมีคำถามกินข้าว เองไม่เป็น ฉี่รดกางเกง ฯลฯ
ในวัยทารกกับวัยหัดเดินนี้ นอกลูกจากการส่งเสริมการความเจริญด้านต่างๆ ดังกล่าวแล้ว สิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกได้เรียนรู้ก็คือ การเล่น สิ่งของเล่น และกิจกรรมระหว่างพ่อแม่ลูก ไม่ว่าจะมีชีวิตการ เล่น หรือการเนรมิตงาน การเจริญเติบโตและพัฒนาของเด็กยังขึ้นอยู่กับอาหารที่ถูกจำเป็นจะต้องตามวัย การป้อง-กัน สิ่งทีเป็นภัย เชื้อโรค อุบัติเหตุ การรักษาพยาบาลสุขอนามัยและความงดงามส่วนสามัญชน สิ่งของ เครื่องใช้ ที่อยู่อาศัยและสภาพการณ์แวดอ้อมให้สัมผัสต้อง รวมทั้งการป้องกันความเจ็บไข้โดยการฉีดวัคซีนยินยอมวัย
โภชนาในวัยแรกเกิด คือ ให้ดูดนมแม่อย่างเดียวไปจนถึงวัย 4 บุหลัน แล้วไปหัดอุดหนุนลูกฉันอาหาร เสริมเวลากลางวันละครั้ง ตราบลูกอายุ 8 เดือนให้ภักษาเสริมพอกพูนเป็น 2 มื้อ เมื่อลูกอายุ 10 เดือนให้อาหาร เสริมเพิ่มเป็น 3 มื้อ โดยมีนมม่าม้าเป็นของกินสำคัญ การให้กระยาหารหนุน เป็นการหัดให้สายเลือดกินภักษาที่ไม่ ใช่น้ำกับหัดกินโภชนาจากช้อน โดยเหตุนั้นอย่าเอาอาหารบวกใส่ขวดต่อจากนั้นให้ลูกดูด
เมื่อลูกอายุได้ 8-9 เดือน หัดให้ลูกเต้าดื่มสายธารและกระยาหารเหลว (เครื่องดื่ม) จากถ้วย รวมทั้งหัดดื่ม นมจากมัลกแก้ว ลูกหลานที่ดูดเต้านมแม่ไม่ต้องหัดให้ดูดกลืนนมขวด เพราะจะต้องมาเสียเวลาหัดเลิกดูดนมอีก
เมื่อลูกอายุ 1ปีขึ้นไป ลูกแตะรับแจกอาหาร 3 มื้อให้ครบ 5 หมู่ และดื่มนมเป็น อาหารเสริมวันละ 2 แก้ว (400-500 มิลลิลิตร) หัดให้ลูกเลิกดูดนม (แม่ นมขวด) เมื่ออายุ 12-15 เดือน
เด็กที่ชนมพรรษาเกิน 1 ปีไปแล้วไป อาหารหลัก (ที่สำคัญ) ของเด็ก คือ ของกิน 5 หมู่ ครบ 3 มื้อ เพราะว่ามีนมคืออาหารเสริม (อาหารเพิ่มเติมจากอาหารหลัก) วิธีที่ถูกต้องข้างในการให้นมลูกเต้าในวัยนี้ คือ การให้ถองจากถ้วยแก้ว ไม่ใช่ให้ดูดพลัดขวด นมที่ให้เด็กดื่มนี้ไม่จำเป็นต้องซื้อนมผงที่โฆษณาว่ามี วิตามินด้วยกันเกลือแร่เต็มเม็ดเต็มหน่วยครันให้สิ้นเงินโดยไม่จำหมายถึง เพราะเยาวชนอายุ 1 ปีขึ้นเดินแล้ว มีน้ำแยกย่อยที่ อาจจะย่อยกษีรวัวได้แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องดัดแปลงตัวให้เช่นนมแม่ (เหมือนในวัยทารก) โดยเหตุนั้นพ่อแม่ควร ให้ลูกดื่มนมสด (พาสเจอร์ไรซื หรือ ยู เอช ที) ซึ่งจักมีราคาถูกกว่า และมีคุณค่าของอาหารนมครบถ้วน (และยังเป็นการช่วยซื้อผลิตภัณฑ์นมจากเกษตรกรของไทยเราอีกด้วย)
ในวัยทารกเดิมเกิด เด็กจะเอนวันละ 16-18 ชั่วโมง โดยจะหลับและระวังเป็นระยะเพราะว่าดูดนม ทั้งในระยะเวลากลางวันกับกลางคืน เมื่อลูกอายุได้ 3 เดือน จะนอนวันละประมาณ 15 ชั่วโมง เมื่อลูกอายุ ได้ 6-12 เดือน ลูกจะนอนวันละ 13-14 ชั่วโมง ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยจะนอนกลางวัน โหรงเหรงลง อาจจะงีบในช่วงเช้าและช่วงบ่าย มีเวลาตื่นกลางวันมากขึ้น ส่วนเวลากลางคืนก็จะ หลับหาได้นานขึ้น เมื่อเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป ส่วนมากจะเลิกตื่นมาดูดนมช่วงกลางดึกแล้ว จะดูดซึมนม ก่อนนอนและหลับได้รวดเดียวถึงเช้า
เมื่อลูกอายุ 1 ขวบถึง 3 ขวบ จะเอนกายประมาณ 12-13 ชั่วโมง โดยนอนรวดเดียว 8-10 ชั่วโมง และเคล้งช่วงกลางวันอีก 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมง ฉะนั้น เมื่อบุตรอายุได้ 6 แถงขึ้นดำเนิน พ่อแม่ไม่ควรปลุกลูกถวายตื่นมาเปลืองนมในช่วงปานกลางคืนอีก ถ้าลูกยังจำเป็นตื่นลงมากินนมกลางๆคืนพระขนองอายุ 8-9 เดือนไปแล้ว แสดงว่าลูกเต้าได้รับอาหารไม่พอในช่วงกลางวัน
พ่อแม่จะทราบได้ว่าลูกเจริญเติบโตสมวัยหรือไม่ก็ทอดพระเนตรได้จากตาตารางการโตขึ้นเติบป่องของเด็ก ซึ่งมี คงไว้ในสมุดบันทึกสุขภาพประจำตัวตนเด็กทุกมนุชที่ได้สารภาพเมื่อแม่เที่ยวไปคลอดที่ตึกพยาบาล หรือสถานบริการ สาธารณสุข ถ้าน้ำหนักพร้อมทั้งส่วนสูงของลูกอยู่ในวิธานปกติตามวัยแล้ว ก็สำแดงว่าลูกได้รับอาหารและ การเลี้ยงดูที่ถูกต้อง มีการเจริญเติบพ่วงพีสมวัย

Новинки на INSTAGRAM

© 2010-2015 Adesse - ткани оптом и в розницу. Все права защищены.

Top

        ООО «Адессе» Юр. адрес: 129226, г. Москва, ул. Сельскохозяйственная, д.4, стр.5 ИНН 7717753307 КПП 771701001 ОГРН 1137746433550

Яндекс.Метрика